หน้าหลัก เกี่ยวกับเรา กฎหมายและความรู้ สนับสนุนเรา แจ้งเบาะแสการค้ามนุษย์ เครือข่ายเรื่องการค้ามนุษย์ ติดต่อเรา
ข่าวประจำวัน
 สลด เด็ก7ขวบเดินเร่ขายพวงมาลัย 
   รวบพ่อค้าเนื้อสดคาโรงแรมเชียงใหม่ 
   แม่โร่ร้องลูกสาว 4 ขวบ หายตัวลึกลับ  
   3ชายโฉดรุมโทรมสาว 14 ติดเชื้อเอดส์ 
   ปวีณาพร้อม 191 จับแก๊งกะเทยค้ากามเด็ก 
   
สมัครรับจดหมายข่าว
รับข่าว ยกเลิก  
 
  
  
   
 
สามารถนำลิงค์ด้านล่างไปวาง
ที่หน้าเว็บไซต์ของท่านได้แล้ว

<a href="http://www.notforsale.in.th"
title="ต่อต้านการค้ามนุษย์">
ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์
</a>ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระจาย
ข้อมูลและความรู้</p>
 
 
 

 
รายงานพิเศษ
ถอดบทเรียน 1 ปี พ.ร.บ.ค้ามนุษย์


       
 
          นับตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2551 เป็นระยะเวลากว่า 1 ขวบปีแล้ว ที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ได้เริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการซึ่งกฏหมายฉบับดังกล่าวนับว่าเป็นความหวังของสังคมในการเป็นเครื่องมือสำหรับจัดการปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทยที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับด้วยปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ และสภาพภูมิประเทศที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ต้นทาง  พื้นที่ทางผ่านและพื้นที่ปลายทาง  ทำให้ประเทศไทยจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายเฉพาะทางในการจัดการปัญหานี้
 
    ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์  จึงได้ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ทำงานในสถานการณ์จริงที่ได้พบเจอหลังจาก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ประกาศบังคับใช้มาแล้วเป็นเวลากว่า 1 ปี   เพื่อเป็นแนวทางในการทำงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ต่อไป
 
การพิจารณาในชั้นพนักงานสอบสวน
      การนำผู้เสียหายเข้าสู่การแจ้งความร้องทุกข์ในชั้นพนักงานสอบสวน มักไม่ค่อยปรากฏการแจ้งความโดยผู้เสียหายโดยลำพัง แต่จะอาศัยกลไกการนำผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ โดยองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ หน่วยงานของรัฐ เช่น พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เป็นต้น     ผู้เสียหายส่วนมากไม่ประสงค์จะดำเนินการทางกฎหมายตั้งแต่แรก ดังนั้น การให้ความรู้และการสนับสนุนให้ผู้เสียหายเข้าถึงกระบวนการทางกฎหมายจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่ง
    ปัญหาและอุปสรรคสำคัญประการแรก เป็นเรื่องความรู้ของพนักงานสอบสวนในการตั้งข้อกล่าวหาแก่ผู้กระทำความผิด เนื่องด้วยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เป็นกฎหมายใหม่ที่เพิ่งบังคับใช้ ดังนั้น พนักงานสอบสวนจำนวนมากจึงไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายค้ามนุษย์เมื่อมีการร้องทุกข์แจ้งความจึงมักจะตั้งข้อหาตามกฏหมายอาญามากกว่าเนื่องจากมีความชัดเจนและคุ้นเคยกว่า
     และหากผู้เสียหายเป็นเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ด้วยแล้ว กระบวนการสอบสวนจะต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยจะต้องเชิญทีมสหวิชาชีพมาร่วมการสอบปากคำด้วย ซึ่งพนักงานสอบสวนหลายคนต่างมีความเห็นว่าเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างยุ่งยาก  ทั้งจะต้องมีสถานที่ที่เหมาะสมและมีอุปกรณ์ที่สามารถทำการบันทึกการสอบปากคำได้  ดังนั้น หลายกรณีที่ผู้เสียหายเป็นเด็กจะถูกตัดตอนในกระบวนการชั้นพนักงานสอบสวนโดยการไม่รับแจ้งความหรือหากเป็นแรงงานข้ามชาติก็จะถูกผลักดันส่งกลับประเทศต้นทางในฐานะบุคคลเข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
 
    ประการต่อมาเป็นการตัดตอนการพิจารณาในชั้นพนักงานสอบสวนทางอ้อม กล่าวคือ เมื่อหน่วยงานต่างๆ พาผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ในเบื้องต้นแล้วนั้น พนักงานสอบสวนมักจะยังไม่ลงรับเป็นเลขคดีตามระเบียบ   แต่มักจะสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นก่อน  แล้วค่อยทำการนัดผู้เสียหายมาสอบปากคำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอีกครั้งในภายหลัง     ซึ่งการปฏิบัติในลักษณะนี้ประวิงเวลาประมาณ 1-4 สัปดาห์ เป็นผลให้ผู้เสียหายหลายกรณี  ซึ่งได้รับการพักฟื้นฟูอยู่ในบ้านพักชั่วคราวในพื้นที่เกิดเหตุ   มักจะเปลี่ยนใจไม่ประสงค์จะดำเนินคดี   และขอกลับภูมิลำเนาโดยไม่เอาเรื่องเอาราวกับใคร ประกอบกับข้าราชการตำรวจมักมีการโยกย้ายตำแหน่งเสมอทำให้ขาดความต่อเนื่องในการดำเนินการ และบางคดีต้องถูกทิ้งไปโดยไม่สามารถติดต่อพนักงานสอบสวนคนเดิมได้ หรือกรณีการคัดแยกเหยื่อจากการค้ามนุษย์ในที่เกิดเหตุ  หลายกรณีพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้หลักเกณฑ์แตกต่างกันไม่เป็นมาตรฐาน  อ้างอิงข้อกฎหมายไม่ครบตามพฤติการณ์ทั้งหมด ดังนั้น  คดีค้ามนุษย์จึงถูกตัดตอนในชั้นพนักงานสอบสวนหลายกรณี
 
เขตอำนาจสอบสวนคดีค้ามนุษย์
      เนื่องด้วยการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์  มีกระบวนการที่ซับซ้อนหลายขั้นตอนทั้งกระบวนการนายหน้า กระบวนการนำพา จนถึงการแสวงหาประโยชน์ในสถานประกอบการ  การกระทำความผิดจึงเกิดขึ้นในระหว่างการเดินทางและในหลายพื้นที่เกี่ยวเนื่องกันหรือบางกรณีมีเส้นทางไปไกลถึงต่างประเทศ   จึงเป็นที่มาของปัญหาสำคัญในการที่พนักงานสอบสวนบ่ายเบี่ยงการรับแจ้งความโดยอ้างเขตอำนาจสอบสวนและสถานที่เกิดเหตุ   จนเกิดการผลักภาระและความรับผิดชอบไปยังท้องที่อื่นๆ จนผู้เสียหายไม่ประสงค์จะดำเนินการต่อ เพราะต้องเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปมา   
 
       นอกจากนี้คดีค้ามนุษย์ส่วนหนึ่งต้องดำเนินการในเขตอำนาจสอบสวนที่การกระทำความผิดได้เกิดขึ้น  ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายแก่ผู้เสียหาย  เนื่องจากในพื้นที่มีปัญหาเรื่องอิทธิพล ประกอบกับมาตรการคุ้มครองพยานยังไม่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร ผู้เสียหายจึงไม่อยากที่จะร้องทุกข์แจ้งความ เพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย
      ส่วนกรณีที่การกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามกฏหมายประเทศไทยเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร หรือใช้ประเทศไทยเป็นต้นทางหรือทางผ่านนั้น พนักงานสอบสวนต้องส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดชี้ขาดและมอบอำนาจการสอบสวน ซึ่งบางกรณีใช้ระยะเวลานานกว่าที่อัยการสูงสุดจะมีคำสั่งลงมา  ทำให้ผู้เสียหายจำนวนมาก ถอดใจและไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อ เนื่องจากระยะเวลาดำเนินคดีที่ยาวนาน และต้องการกลับไปยังภูมิลำเนาหรือทำงานมากกว่ารอกระบวนการเสร็จสิ้น ทำให้คดีค้ามนุษย์หลายคดีจบลงในชั้นพนักงานสอบสวน
 
การตัดตอนพฤติกรรมการกระทำความผิด
        ปัญหาที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งในการนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษนั้นก็คือปัญหาความซับซ้อนของรูปคดีและการที่มีผู้กระทำความผิดหลายคนและหลายพื้นที่ กล่าวคือปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคแรงงานประมงนั้น มีขั้นตอนและกระบวนการล่อลวงและนำพาจากหลายพื้นที่และมีนายหน้าหลายชั้น  ทำให้มีผู้กระทำความผิด  ผู้ร่วมกระทำความผิด ผู้สมรู้ร่วมคิดในการกระทำความผิด และตัวการในการกระทำความผิดหลายคนแต่ในแนวทางการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจำนวนมาก    มักตัดผู้ต้องสงสัยหรือผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้องออกไปเกือบทั้งหมด โดยเลือกที่จะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดหลักเพียงคนเดียว ทั้งๆ  ที่หลายกรณีผู้เสียหายให้การว่ามีการล่อลวงผู้เสียหายจากพื้นที่อื่น จากนั้นถูกนำไปกักขัง ก่อนถูกนายหน้าส่งต่อให้ทำงานในสถานประกอบการ ซึ่งจากพฤติการณ์มีผู้กระทำความผิดหลายคน
 
        ด้วยองค์ประกอบในการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ มีผู้ร่วมกระทำความผิดหลายคน   และเหตุแห่งการกระทำความผิดเกิดขึ้นหลายพื้นที่    เป็นผลให้พนักงานสอบสวนตัดตอน กระบวนการเหลือเพียงการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตัวเองเท่านั้น  เพราะง่ายแก่การสืบสวนสอบสวน  การปฏิบัติของพนักงานสอบสวนในลักษณะนี้ ทำให้วงจรการค้ามนุษย์ ไม่ถูกลงโทษตามกฎหมายและยังลอยนวลอยู่
 
การช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการถูกค้ามนุษย์
 
           แม้ว่าตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 จะกล่าวถึงแนวทางและมาตรฐานการช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการถูกค้ามนุษย์ ก็ตามแต่ในแนวทางปฏิบัติก็พบปัญหาและอุปสรรคพอสมควร
           ปัจจจุบันมีสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพทั้งบ้านชายและบ้านหญิงเพียงไม่กี่แห่ง  และจำนวนบุคลากรก็ยังไม่เพียงพอต่อการดูแลผู้รับบริการที่เข้ารับการคุ้มครอง    นอกจากนี้สถานคุ้มครองบางแห่งเป็นบ้านที่เปิดใหม่ ยังไม่มีพื้นที่เป็นสัดส่วนต้องเช่าบ้านเป็นที่ทำการสถานคุ้มครอง ซึ่งไม่เหมาะสมต่อการคุ้มครองและดูแลผู้เสียหาย
           นอกจากนี้ กรณีเมื่อผู้เสียหายกลับภูมิลำเนา มีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงแรงงาน  โดยหน่วยงานที่จำเป็นต้องเข้ามาดูแลผู้เสียหายในเบื้องต้น คือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด  แต่กระนั้นก็ยังพบว่าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัด ก็ถือว่าเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทในการดูแลผู้เสียหายยังภูมิลำเนาเช่นเดียวกันทำให้ในหลายกรณีขาดความเป็นเอกภาพในการเป็นเจ้าภาพดูแลผู้เสียหาย   การดูแลผู้เสียหายในภูมิลำเนาจึงขาดความสม่ำเสมอ และผู้เสียหายมักถูกทอดทิ้งในการติดตามผลการฟื้นฟู
          นอกจากนี้ยังพบว่าเจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่ในการติดตามผู้เสียหายยังขาดทักษะในการสัมภาษณ์และการสืบค้นข้อเท็จจริงทำให้การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่เป็นในลักษณะเก็บเพียงประวัติส่วนตัวและประวัติครอบครัวของผู้เสียหายเท่านั้น  มิได้ลงลึกถึงรายละเอียดทั้งหมด  อันอาจจะเป็นการคุ้มครองผู้เสียหายในการเรียกร้องสิทธิต่างๆ เพิ่มเติม เช่น การแจ้งความร้องทุกข์กับผู้กระทำความผิด    หรือการเรียกร้องสิทธิประโยชน์จากนายจ้างหรือผู้กระทำความผิด
         ส่วนกระบวนการในการฟื้นฟูผู้เสียหาย พบว่า สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หลายแห่ง  ดำเนินการเพียงสิทธิในการช่วยเหลือผู้ยากไร้หรือคนไร้ที่พึ่งเท่านั้น โดยจะมอบเครื่องอุปโภคบริโภคและเงินสงเคราะห์ครอบครัวเบื้องต้นให้กับผู้เสียหายเพียง 2,000 บาทเท่านั้น   จากนั้นก็จะไม่ปรากฏการช่วยเหลือในด้านอื่นๆ อีก ถึงแม้ว่าตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์  จะมีกองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์อยู่ก็ตาม   แต่เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดหลายแห่งไม่ทราบหลักเกณฑ์ในการขอรับทุนจากกองทุนนี้ให้ผู้เสียหาย   ซึ่งเท่ากับว่ามีงบประมาณในการดูแลฟื้นฟูผู้เสียหายแต่ไม่ทราบวิธีในการขออนุมัตินำเงินไปใช้
         นอกจากนี้ยังพบว่าการประสานงานระหว่างหน่วยงานในพื้นที่  ภูมิลำเนาของผู้เสียหาย มิได้มีระบบในการดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างพร้อมเพรียง กล่าว คือ  มักจะเข้าทำงานกับผู้เสียหายเพียงหน่วยงานเดียว โดยไม่มีการประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมช่วยเหลือด้วย  ซึ่งจะเป็นผลในระยะยาวว่าหน่วยงานเช่น สำนักงานจัดหางานจังหวัด ไม่ทราบสถานการณ์การค้ามนุษย์ในพื้นที่ เนื่องด้วยไม่ปรากฏข้อมูลของผู้เสียหายในพื้นที่เลย  ทั้งที่หน่วยงานอื่นในพื้นที่อาจจะมีข้อมูลของผู้เสียหายอยู่ก็ตาม
    
         กว่า 1 ปี ที่สังคมไทยมีเครื่องมือทางกฎหมายใช้ต่อสู้กับปัญหาการค้ามนุษย์   ภาพสะท้อนในการปฏิบัติงานจริง อาจกล่าวได้ว่า เครื่องมือทางกฏหมายเป็นเพียงตัวช่วยให้มีอำนาจในการจัดการปัญหาได้ง่ายขึ้นเท่านั้น  แต่เหนือสิ่งอื่นใดแล้วจิตสำนึกและความเอาจริงเอาจังของคนทำงานจะทำให้ปัญหาการค้ามนุษย์คลี่คลายลงได้ 



เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข
ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา
www.notforsale.in.th

       


อ่าน 5703 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting


 รายงานสถานการณ์ปัญหาเด็กขอทานรอบปี 2556
 รายงานสถานการณ์ปัญหาเด็กขอทานรอบปี 2555
 บทความพิเศษ "ตัดแขน.......ตัดขา : แค่เรื่องหวือหวาหรือเป็นความจริง"


 
   Design By NgosCyber
 
© 2008 notforsale.in.th.All rights reserved