หน้าหลัก เกี่ยวกับเรา กฎหมายและความรู้ สนับสนุนเรา แจ้งเบาะแสการค้ามนุษย์ เครือข่ายเรื่องการค้ามนุษย์ ติดต่อเรา
ข่าวประจำวัน
 สลด เด็ก7ขวบเดินเร่ขายพวงมาลัย 
   รวบพ่อค้าเนื้อสดคาโรงแรมเชียงใหม่ 
   แม่โร่ร้องลูกสาว 4 ขวบ หายตัวลึกลับ  
   3ชายโฉดรุมโทรมสาว 14 ติดเชื้อเอดส์ 
   ปวีณาพร้อม 191 จับแก๊งกะเทยค้ากามเด็ก 
   
สมัครรับจดหมายข่าว
รับข่าว ยกเลิก  
 
  
  
   
 
สามารถนำลิงค์ด้านล่างไปวาง
ที่หน้าเว็บไซต์ของท่านได้แล้ว

<a href="http://www.notforsale.in.th"
title="ต่อต้านการค้ามนุษย์">
ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์
</a>ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระจาย
ข้อมูลและความรู้</p>
 
 
 

 

     

 

บทสรุปผู้บริหาร

          โครงการวิจัย “การใช้แรงงานเด็กภาคประมง ต่อเนื่องประมง เกษตรกรรมและคนรับใช้ในบ้าน จังหวัดสมุทรสาคร”  (Assessing the Situation of Child Labors in Samutsakhon)  มีวัตถุประสงค์ดังนี้
 
(1)  เพื่อประมาณการจำนวนแรงงานเด็กและศึกษาสภาพเศรษฐกิจ-สังคม ของแรงงานเด็กในจังหวัด
(2)  เพื่อศึกษาสภาพและลักษณะของการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม หรือเด็กที่ถูกเอารัดเอาเปรียบทั้งแรงงานเด็กสัญชาติไทยและต่างชาติ
(3)  เพื่อวิเคราะห์สาเหตุ และกระบวนการที่เด็กเข้าสู่ภาวะการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมและวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพการทำงานในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมกับสาเหตุและกระบวนการ
(4)  เพื่อศึกษาบทบาทหน้าที่ของบุคคล และ/หรือหน่วยงานที่มีบทบาทในประเด็นการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมในจังหวัด
(5)  เพื่อเสนอนโยบายและแนวทางการแทรกแซงเพื่อนำไป ป้องกันการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม

          ทำไมต้องศึกษาในจังหวัดสมุทรสาคร เนื่องจากจังหวัดสมุทรสาครเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางของประเทศไทยที่มีจำนวนแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานมากที่สุด ข้อมูลจากสำนักงาน สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรสาคร  พบว่าในจังหวัดสมุทรสาครมีแรงงานเด็กไทย อายุระหว่าง  15-18 ปที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายประมาณ 4,715 คน และข้อมูลจากเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน  (LPN : Labour Rights Promotion Network)  ซึ่งเป็น NGO ในจังหวัดสมุทรสาครพบว่า ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครมีแรงงานเด็กไทยและต่างด้าวรวมกันไม่ต่ำกว่า  20,000  คน
 
          ศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย ร่วมกับเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน  (Labour Rights Promotion Networks - LPN) ได้เก็บข้อมูล โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพควบคู่กันไป ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่เก็บข้อมูลเป็นแรงงานเด็กอายุระหว่าง 9-18 ปีบริบูรณ์ ที่ทำงานอยู่ในกิจการภาคประมง ต่อเนื่องประมง เกษตรกรรม และคนรับใช้ในบ้านในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งพื้นที่ ที่เก็บข้อมูลได้แกอำเภอเมือง และอำเภอกระทุ่มแบน โดยเก็บกลุ่มตัวอย่างทั้งแรงงานเด็กไทย และต่างชาติจำนวน  643  คน โดยแบ่งออกเป็น
     (1)  กิจการประมง      111  คน
     (2)  ต่อเนื่องประมง    303  คน
     (3)  เกษตรกรรม       109  คน
     (4)  รับใช้ในบ้าน       120  คน 

          การวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญใช้การวิเคราะห์ด้วยการสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย และจากคำถามปลายเปิด ในแบบสัมภาษณ์ได้ทำการวิเคราะห์เนื้อหา และสร้างข้อสรุปแบบอุปนัยเช่นกัน ส่วนของ ข้อมูลเชิงปริมาณจากการสัมภาษณ์แรงงานเด็กไดประมวลข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์  (Statistical Package for the Social Science for Windows - SPSS)  แล้ววิเคราะห์หาความถี่จำนวน และสถิติอื่นๆ เพื่อบรรยายคุณลักษณะด้านต่างๆ อีกทั้งวิเคราะห์หา ความสัมพันธ์ และเปรียบเทียบระหว่างตัวแปรสาเหตุ กับสภาพปัญหาการใช้แรงงานเด็ก 

          ผลจากการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างแรงงานเด็กในจังหวัดสมุทรสาครรวมทั้งสิ้น 643 คนไดข้อค้นพบดังนี้ นักวิจัยไดวินิจฉัย
แรงงานเด็กที่ทำงานในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมไดทั้งสิ้น 182 คน
แรงงานเด็กกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเชื้อชาติมอญมีมากที่สุด รองลงมาไดแก่ ไทย พม่า และชาวไทยภูเขา
แรงงานเด็กที่มีอายุระหว่าง 9-12 ปจะทำงานในกิจการเกษตรกรรม และรับใช้ในบ้านมากที่สุด ส่วน
แรงงานเด็กที่มีอายุระหว่าง 15-17 ปี จะทำงานในกิจการประมงและต่อเนื่องประมงมากที่สุด

          ส่วนสถานที่เกิดพบว่า กลุ่มตัวอย่างแรงงานเด็กที่เกิดในประเทศไทยมีจำนวนมากที่สุดซึ่ง เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง คือแรงงานเด็กมีเชื้อชาติไทย นอกจากนี้แรงงานเด็กบางส่วนเป็นชาวไทยภูเขา ซึ่งมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่จังหวัดเชียงราย รองลงมาคือแรงงานเด็กต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมากกว่า  2 ปด้านสถานภาพทางกฎหมาย พบว่าส่วนใหญ่กลุ่มตัวอย่างแรงงานเด็กต่างชาติไม่ได้จดทะเบียนด้านการศึกษาของกลุ่มตัวอย่าง พบว่าแรงงานเด็กต่างชาติไม่ได้เรียนหนังสือ ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ได้เรียนหนังสือมีเพียงแค่ร้อยละ 39.66 เท่านั้น และยังพบว่ามีบางส่วนเรียนในระบบของชุมชน เช่น เรียนกับองค์กรพัฒนาเอกชนเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ (ส่วนวันธรรมดากลุ่มตัวอย่างเหล่านี้จะทำงาน) กลุ่มตัวอย่างแรงงานรับใช้ในบ้านและเกษตรกรรมจะได้รับการศึกษาเพราะส่วนใหญ่เป็นคนไทย ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่เป็นแรงงานประมง และต่อเนื่องประมงส่วนใหญ่จะไม่ได้เข้าเรียนหนังสือ
 
          กลุ่มตัวอย่างแรงงานเด็กส่วนใหญ่เข้ามาและอาศัยอยู่กับครอบครัว ได้แก่ พ่อและ/หรือแม่ รวมถึงปู่ย่า ตายาย และพี่น้องด้วย และบุคคลที่ปรึกษาเมื่อประสบปัญหาการทำงาน ส่วนใหญ่ก็จะปรึกษาครอบครัว ด้านความพอใจในด้านงานทำ พบว่าจะพอใจในระดับปานกลางมากที่สุด ด้านสภาพแวดล้อมในที่ทำงานพบว่า พอใจในระดับปานกลางเป็นส่วนใหญ่ ด้านนายจ้างพบว่า ส่วนใหญ่พอใจในระดับปานกลางและมาก ด้านเพื่อนร่วมงานจะพอใจในระดับมาก ด้านค่าจ้างพบว่า พอใจในระดับปานกลางและมาก ด้านสวัสดิการพบว่าพอใจในระดับปานกลาง ส่วนกรณีการจัดการกับรายได้พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 62 จะส่งรายได้ที่ได้รับ หรือที่เหลือใช้ให้กับครอบครัว โดยถ้าเป็นแรงงานต่างชาติมักจะส่งไปให้พ่อแม่ที่อยู่ที่ประเทศต้นทางผ่านทางนายหน้าที่รับจัดส่งเงิน รองลงมาคือเก็บออมเอง ร้อยละ 23.64

          ด้านความมุ่งหวังในงานและอนาคตพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เป็นแรงงานไทยส่วนใหญ่ไม่มีความคิดอยากจะเปลี่ยนงาน เนื่องจากต้องเรียนหนังสือเป็นหลัก ส่วนกลุ่มตัวอย่างแรงงานต่างชาติพบว่า ส่วนใหญ่อยากอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ มากที่สุด ส่วนอนาคตส่วนใหญ่อยากจะเก็บเงินกลับบ้านเกิดมากที่สุด รองลงมาคือเปลี่ยนไปทำงานอื่นที่ดีกว่านี้ ทั้งนี้โดยภาพรวมของกลุ่มตัวอย่างแรงงานต่างชาติ คืออยากรวย อยากมีเงินเยอะๆ เพื่อจะได้กลับไปประกอบอาชีพเลี้ยงดูพ่อแม่ที่บ้านเกิดของตน

          ในแง่สภาพการทำงานเด็กส่วนใหญ่เริ่มทำงานได้ไม่เกิน 2 ปี การตัดสินใจเข้าทำงานมาจากตัวของเด็กเอง มีการชักจูง โดยนายหน้าเพียงร้อยละ  5.9 ส่วนเด็กที่ทำงานในรูปแบบไม่เหมาะสม ส่วนใหญ่เริ่มทำงานโดยการตัดสินใจของญาติ และการตัดสินใจของตนเอง นอกจากนั้น ยังได้งานโดยการหางานของญาติพี่น้อง เหตุผลหลักที่เด็กทั้งสองกลุ่มเข้าสู่ระบบการทำงาน ก็คือ เพื่อช่วยเหลือครอบครัว และตอบแทนบุญคุณของพ่อ-แม่ เหตุผลอื่นๆ ได้แก่ความอยากมีเงินเก็บ อยากมีรายได้พิเศษ และต้องการความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลักษณะงานเป็นการจ้างรายวันเป็นส่วนใหญ่ แต่เด็กที่ทำงานในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมมักถูกว่าจ้างเป็นรายเดือน/รายคาบ แรงงานเด็กปกติได้ค่าจ้างน้อยกว่าคือประมาณไมเกิน  1,000 บาทต่อเดือน แต่แรงงานเด็กในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมได้สูงถึง  4,000-5,000 บาทขึ้นไป (รวมร้อยละ 17.7) อย่างไรก็ตามเด็กส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานทุกวัน แต่ทำเป็นบางวัน เมื่อพิจารณาจากค่าแรงเป็นรายวันแล้วเด็กร้อยละ  73 ได้เงินน้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำของ จังหวัดสมุทรสาคร (181 บาท ปัจจุบัน 184 บาท) นอกจากค่าจ้างแล้วแรงงานเด็กร้อยละ 52.42 จะไดสวัสดิการอื่นๆ โดยไม่รวมน้ำดื่ม เช่น อาหาร ที่พักอาศัย เงินโบนัส ยารักษาโรค เสื้อผ้า เครื่องอุปโภคบริโภคอื่นๆ เพิ่มเติมอีกด้วย แรงงานเด็กในจำนวนนี้เป็นทั้งแรงงานเด็กโดยปกติ และแรงงานเด็กในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมที่ทำงานส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 75.89 จะมีห้องน้ำ และร้อยละ  89.89 ของสถานประกอบกิจการมีน้ำดื่มให้ฟรีนอกจากค่าจ้างแล้ว

 

          เด็กส่วนใหญ่ทำงานช่วงกลางวันและมีเวลาพัก แต่แรงงานเด็กในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม ส่วนมากทำงานเกิน  10 ชั่วโมงต่อวัน ที่พัก และที่ทำงานอยู่ไม่ไกลกัน เมื่อมีปัญหาที่เกิดจากการทำงานเด็กทั้งสองกลุ่มมักปรึกษากับครอบครัว เด็กมักส่งรายได้ให้ครอบครัวดูแล ในแง่ความพึงพอใจต่องาน และต่อนายจ้าง เด็กทั้งสองกลุ่มมีความพึงพอใจระดับปานกลาง แต่แรงงานเด็กปกติมีความพึงพอใจมากต่องาน ต่อนายจ้าง และค่าจ้างสูงร้อยละ  32-34 ในขณะที่แรงงานเด็กในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมมีความพึงพอใจระดับมากเพียงร้อยละ 6-9 เท่านั้น แรงงานเด็กในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม จึงอยากย้ายงานมากกว่าแรงงานเด็กปกติ นอกจากนั้นเด็กกลุ่มนี้ยังมีความคาดหวังที่จะศึกษาต่อน้อย และคิดจะมีครอบครัวน้อยมาก

          ความยากลำบากของการทำงานในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม งานในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม โดยปกติได้แก่งานที่เกี่ยวกับสิ่งเสพติด งานที่ผิดกฎหมายหรือศีลธรรม ในการวิจัยที่จังหวัดสมุทรสาคร ไม่พบเด็กที่ทำงานเกี่ยวกับสิ่งเสพติดในกลุ่มตัวอย่าง มีเด็กที่ถูกบังคับให้ขายบริการทางเพศ หรือถูกทำลามกอนาจารเพียงร้อยละ  3.2  มีเด็กที่ทำงานในเวลาเรียน และเด็กที่ถูกล่อลวงบังคับให้ทำงานบ้างไม่มากนัก ส่วนใหญ่งานในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมเป็นงานแบกของหนัก (ร้อยละ 24.4), ปราศจากอุปกรณ์ป้องกันอันตราย (ร้อยละ 6), งานอันตราย (ร้อยละ 8.2) และถูกล่วงละเมิดมากที่สุด (ร้อยละ 31.2) ลักษณะของการถูกล่วงละเมิดเป็นการด่าทอว่าร้าย บังคับให้ทำงานเกินเวลา หรือทำร้ายทุบตี ซึ่งเกิดขึ้นกับเด็กทั้งสองกลุ่มในปริมาณใกล้เคียงกัน

          ชั่วโมงการทำงานที่ทำให้แรงงานเด็กต้องพบความยากลำบาก คืองานประมงและต่อเนื่องประมง ซึ่งต้องทำงานกลางคืน และทำงานต่อเนื่องเกิน  4 ชั่วโมง โดยไม่ได้พัก การเอารัดเอาเปรียบแรงงานเด็กโดยหักค่าแรงเด็กมีไม่มากนัก เพียงหนึ่งในห้าของกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นการหักเพื่อเป็นค่าดำเนินการจดทะเบียนสำหรับแรงงานเด็กต่างชาติ การผัดผ่อนค่าจ้างก็มีน้อยมาก ในแง่สุขภาพอนามัย เด็กทั้งสองกลุ่มส่วนใหญ่ไม่ค่อยเจ็บป่วย และไม่ได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน อย่างไรก็ตามแรงงานเด็กที่ทำงานในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมมีสัดส่วนการเจ็บป่วยจากการทำงานถึงครึ่งหนึ่งของเด็กในกลุ่มนี้ทั้งหมด แรงงานเด็กในกิจการประมงอยู่ในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมมากที่สุด รองลงมาคือ กิจการต่อเนื่องประมง ในงานทั้งสองประเภทนี้ มีการจ้างแรงงานเด็กต่างชาติมาก เด็กต้องแบกของหนักและลากอวน ทำความสะอาดเรือ คัดปลา แชปลาในน้ำแข็ง ในกิจการต่อเนื่องประมง เด็กต้องแกะกุ้ง ล้างปลา ลอกหมึก ขนถ่ายของที่แพปลา ตาก ต้ม หรือปอกสัตวน้ำ เด็กไม่ค่อยได้อุปกรณ์ป้องกันนอกจากถุงมือ มีด กรรไกร ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับทำงาน มากกว่าอุปกรณ์ป้องกัน  สำหรับแรงงานเด็กในงานรับใช้ในบ้าน มีเด็กที่ทำงานในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมเพียง  3 ราย สภาพงานคือต้องยกของหนัก และถูกนายจ้างลวนลาม ส่วนแรงงานเด็กในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม ในงานเกษตรมี  7 ราย ถูกนายจ้างดุด่าทุบตีบ้าง และงานทำให้ต้องใช้สารเคมี และยาฆ่าแมลงโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน อาจกล่าวได้ว่าปัญหาการใช้แรงงานเด็กในสองอาชีพหลังนี้ไม่น่าเป็นห่วงนัก

          ในแง่สาเหตุที่ทำให้แรงงานเด็กต้องเข้าสู่การทำงาน ได้พบว่าเป็นสาเหตุจากความยากจน คือ ความต้องการรายได้ และตอบแทนบุญคุณพ่อแม่มากที่สุด สำหรับเด็กทั้งสองกลุ่ม สาเหตุเกี่ยวกับการขาดโอกาสในการศึกษาภาคบังคับเกิดกับเด็กต่างชาติมากที่สุด ความต้องการลดต้นทุนของนายจ้าง ไม่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้จ้างแรงงานเด็ก เพราะเด็กร้อยละ 40 ได้ค่าจ้างต่อวันเกิน 150 บาท อย่างไรก็ตาม มีนายจ้างส่วนหนึ่งที่จ่ายค่าจ้างต่ำ แตมักเป็นการทํางานในครอบครัว โดยแรงงานเด็กทำงานให้พ่อแม่ หรือญาติแล้วได้ค่าขนม จึงไม่ใช่ค่าจ้างในความหมายของการจ้างงาน ส่วนสาเหตุการย้ายงาน หรืออพยพย้ายถิ่นไปหางานเพื่อให้ได้ค่าจ้างสูงขึ้นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แรงงานเด็กเข้าสู่การทำงาน

          สำหรับสาเหตุที่ทำให้แรงงานเด็กเข้าสู่รูปแบบการจ้างงานในลักษณะที่ไม่เหมาะสม มีลักษณะคล้ายกับสาเหตุที่ทำให้แรงงานเด็กทั่วๆ ไปตัดสินใจทำงานนั่น คือความต้องการมีรายไดและตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ ทำให้เด็กยอมทำงานแบกของหนัก และงานเสี่ยงอันตราย นายจ้างที่ต้องการลดต้นทุน โดยใช้แรงงานเด็ก ก็มักเป็นนายจ้างที่ให้เด็กทำงานแบกของหนัก เสี่ยงอันตราย และขาดอุปกรณ์ป้องกัน โดยจ่ายค่าจ้างให้เด็กน้อยกว่าผู้ใหญ่ นอกจากนั้นการไม่มีระบบการศึกษาภาคบังคับมีผลอย่างมากที่ทำให้เด็กต้องทำงานในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม ดังจะพบว่ามีเด็กที่เรียนจบ ระดับมัธยมศึกษาทำงานในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมเพียงร้อยละ 2 แต่มีเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ทำงานในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม ถึงร้อยละ 35 ส่วนเด็กที่อพยพไปหางานทำหรือย้ายงานใหม่มักเข้า สู่รูปแบบที่ไม่เหมาะสมเพราะต้องการได้ค่าจ้างสูงขึ้น

          บทบาทของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานเด็ก ในจังหวัดสมุทรสาคร ประกอบด้วยสำนักงานสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงาน สำนักงานจัดหางานจังหวัด สถานีตำรวจภูธรสมุทรสาคร โรงพยาบาลสมุทรสาคร เขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร สําหรับภาครัฐ มูลนิธิรักษ์ไทย และเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน สําหรับองค์กรพัฒนาเอกชน และผู้ประกอบการที่เป็นนายจ้าง หน่วยงานของรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนมีบทบาทในการตรวจการใช้แรงงานเด็ก การดูแลสวัสดิการ การให้ความช่วยเหลือคุ้มครอง การส่งเสริมโอกาส และการพัฒนาเด็กการฝึกอบรมด้านทักษะอาชีพ การสร้างความตระหนัก และการป้องกันการใช้แรงงานเด็ก ในส่วนของหน่วยงานภาครัฐ ได้พบว่าสำนักงานสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงานมีความเห็นว่าสถานการณ์ด้านแรงงานเด็กในจังหวัดไม่รุนแรง จึงไม่มีการตรวจแรงงานเด็ก โดยเฉพาะ และจํานวนเจ้าหน้าที่ด้านสวัสดิการแรงงานมีเพียง  15 คน  การเข้าถึงงานเกษตร และงานรับใช้ในบ้านทำได้ยาก นอกจากนั้น ยังมีผู้ประกอบการบางรายปกปิด และหลบเลี่ยงการตรวจตราการใช้แรงงานเด็ก และแรงงานต่างด้าว ที่ไม่มีใบอนุญาต อย่างไรก็ตามเมื่อมีการตรวจพบการใช้แรงงานเด็ก สวัสดิการฯ จะใช้วิธีตักเตือน ให้แก้ไขมากกว่าการเอาผิดตามกฎหมายในทันที สำหรับตํารวจทั้งสถานีตำรวจภูธร และตำรวจ ตรวจคนเข้าเมืองเห็นว่าสถานการณ์แรงงานเด็กไทยไม่รุนแรง การตรวจการใช้แรงงานเด็กจึงเป็นเชิงรับมากกว่าเชิงรุก และเมื่อตรวจสอบแรงงานเด็กต่างชาติก็มักตรวจสอบอายุไม่ได้ เพราะไม่มีเอกสารประจำตัว นโยบายรัฐเกี่ยวกับผู้ติดตาม และครอบครัวของแรงงานต่างด้าวก็ยังไม่มีความชัดเจนทําให้ผู้ปฏิบัติมีความยุ่งยาก แต่ละปีมีคดีเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว และเด็กน้อยมาก เพราะเด็กไม่มาแจ้งความ เนื่องจากมีสถานภาพเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย โรงพยาบาลจัดบริการด้านสาธารณสุขให้แก่แรงงาน และเด็กโดยเฉพาะคนต่างชาติ โดยมีอาสาสมัครต่างชาติช่วยเป็นล่าม หน่วยงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีบทบาทในการช่วยเด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยง คือ เด็กที่มีปัญหาครอบครัว แรงงานเด็กในภาวะยากลำบาก และเด็กที่เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ได้ช่วยเหลือเด็กลาว และจีนไปแล้ว  10 ราย ส่วนหน่วยงานด้านการศึกษา จัดการศึกษาทั้งในและนอกระบบให้แรงงานเด็กทั้งเด็กไทยและต่างชาติ มีเด็กต่างชาติ  184 คน เข้าเรียนในโรงเรียน  46 แห่งในจังหวัดสมุทรสาคร การศึกษานอกโรงเรียนเปิดสอนในสถานประกอบการ 6 แห่ง มีผู้เรียนเป็นแรงงานไทย  447 คน  และเปิดสอนขนบธรรมเนียมประเพณีไทยให้แรงงานพม่า  550 คน  และเปิดสอนภาษาไทยให้แรงงานพม่าไปแล้ว  15 คน ในขณะที่มูลนิธิรักษ์ไทยและเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตจัดการศึกษาให้เด็กต่างชาติในชุมชนคนต่างชาติหลายแห่ง แต่ละแห่งมีเด็กมาเรียน  30-40 คน นอกจากนั้นยังมีศูนย์การเรียนรู้ชุมชน และวัดจัดสอนภาษา และวัฒนธรรมแก่เด็กต่างชาติ หน่วยงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้พยายามสร้างความตระหนักในเรื่องแรงงานเด็กควบคู่ไปกับปัญหาแรงงานอื่นๆ โดยการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน เครือข่ายแรงงานสัมพันธ์ รณรงค์เรื่องยาเสพติด  สิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัว สําหรับแรงงานเด็กต่างชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นแรงงานเด็กส่วนใหญ่ในสมุทรสาคร และมีความเสี่ยงที่จะประสบปัญหา เพราะมีสถานภาพผิดกฎหมาย และขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิของตน สำนักงานสวัสดิการสังคมฯ ได้ดําเนินงานสร้างความตระหนัก และป้องกันโดยสอดแทรกเข้าไปในกิจกรรมต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่แล้ว

          องค์กรพัฒนาเอกชน มีบทบาทเชิงรุกสำหรับเรื่องแรงงานต่างชาติในจังหวัดสมุทรสาคร ทั้งมูลนิธิรักษ์ไทย และเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน มีการจัดสวัสดิการด้านสาธารณสุข และศูนย์เด็กในชุมชนแรงงานต่างชาติ ให้บริการป้องกันโรคแก่เด็กต่างชาติ เผยแพร่ข้อมูลเพื่อการป้องกันโรค และดูแลด้านสิทธิแรงงาน โรงพยาบาลสมุทรสาครก็มีบทบาทเชิงรุกในด้านสุขภาพอนามัยเช่นกัน แต่บางครั้งก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการในการเข้าไปตรวจสุขภาพ แรงงานในสถานประกอบกิจการบางแห่ง เพราะผู้ประกอบการกลัวเสียเวลาการทำงานของแรงงาน มูลนิธิรักษ์ไทย และเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงานให้ความช่วยเหลือแรงงานเด็กต่างชาติที่ถูกละเมิดสิทธิ เช่น ถูกทำร้าย ประสานงานด้านคดีให้แรงงานเด็กต่างชาติ ช่วยเหลือส่งแรงงานเด็กต่างชาติ และเด็กที่เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ไปสถานสงเคราะห์ และส่งกลับประเทศ สำหรับผู้ประกอบการ บทบาทสำคัญ คือการให้สวัสดิการด้านที่พัก ซึ่งจัดให้ทั้งแรงงานผู้ใหญ่ และเด็ก ในกรณีที่ไม่มีที่พักก็มีพาหนะรับส่ง ส่วนใหญ่เป็นสถานประกอบกิจการขนาดใหญซึ่งไม่มีปัญหา


ข้อเสนอแนะ

          ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ การป้องกันไม่ให้แรงงานเด็กเข้าสู่การทํางานในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม การคุ้มครองแรงงานเด็กในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม และการคุ้มครองแรงงานเด็กปกติ 

       

การป้องกันไม่ให้เด็กเข้าสู่การทํางานในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม

(1) มีการกวดขันการจ้างแรงงานเด็กในกิจการประมงและต่อเนื่องประมงเป็นพิเศษ เพราะเป็นงานที่เด็กต้องพบสภาพการทํางานที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการแบกของหนัก การมีชั่วโมงทํางานที่ยาวนาน และการขาดอุปกรณ์ป้องกันในการทํางาน 

(2) เปิดโอกาสทางการศึกษาให้เด็กได้เรียนจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อป้องกันไม่ให้เข้าสู่ตลาดแรงงานก่อนวัยอันควร โดยเฉพาะเด็กต่างชาติและเด็กไรสัญชาติ

(3) รณรงค์ให้ครอบครัวของเด็กมีความตระหนักรู้ในการช่วยป้องกันไม่ให้เด็กเข้าสู่สภาพการทํางานในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม เพราะเด็กส่วนใหญ่ต้องการรายได้ที่สูง จึงยอมทํางานดังกล่าว

(4) ให้ความรู้เด็กเพื่อให้ทราบปัญหาด้านสุขภาพที่อาจเกิดในอนาคตจากการทํางานในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม

(5) รณรงค์ผู้ประกอบการไม่ให้จ้างเด็กทํางานในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม หรือพิจารณาปรับปรุงมาตรฐานการจ้างงานให้มีสภาพที่เหมาะสม เช่น ลดน้ำหนักของที่จะต้องแบก หรือใช้เครื่องจักรกลช่วยทุนแรง จัดแบ่งชั่วโมงการทํางานเป็นกะ กะละไม่กิน 4 ชั่วโมง จัดหาอุปกรณ์การทํางานที่จะช่วยป้องกันเด็กจากความเสี่ยงทางสุขภาพ หรืออุบัติเหตุตามลักษณะงานแต่ละประเภท

 

การคุ้มครองแรงงานเด็กในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม

(1) มีโครงการให้ความช่วยเหลือแก่เด็กต่างชาติ และเด็กไร้สัญชาติโดยกําหนดให้เป็นกลุ่มเป้าหมายพิเศษ และมีกิจกรรมโดยเฉพาะสําหรับแรงงานเด็กในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม และเป็นผู้ที่มีอายุเกิน 15 ปี

(2) สํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและสถานีตํารวจภูธรร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรชุมชนในการตรวจแรงงานเด็กโดยเน้นเด็กต่างชาติ และเด็กไร้สัญชาติ กําหนดให้ฝ่ายอื่นๆ มีบทบาทหน้าที่ตรวจโรงงานเด็กได้เหมือนเจ้าหน้าที่ของรัฐ

(3) จัด hotline ให้แรงงานเด็กในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม และมีล่ามประจํา เพราะแรงงานเด็กส่วนใหญ่เป็นเด็กต่างชาติ มีมาตรการดําเนินงานหลังจากการรับแจ้งโดยเด็ก หรือผู้ที่ช่วยเหลือเด็ก

(4) การตรวจแรงงานเด็กควรเน้นเรื่องการแบกของหนัก การมีอุปกรณ์ป้องกันในการทํางานและชั่วโมงการทํางาน เพราะเป็นรูปแบบการทํางานที่ไม่เหมาะสมที่พบมากที่สุด

(5) สมาคมวิชาชีพ เช่น สมาคมประมง แพปลา ล้ง และผู้ประกอบการมีบทบาทในการช่วยตรวจแรงงาน และคุ้มครองแรงงานเด็กโดยตรง

 

การคุ้มครองแรงงานเด็กปกติ

(1) เปิดโอกาสทางการศึกษาให้ถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน

(2) ตรวจสถานประกอบการเพื่อดูสภาพการจ้างงาน เช่นเดียวกับข้อ (2) ในการคุ้มครองแรงงานเด็กในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม โดยเน้นเรื่องค่าจ้างที่เหมาะสม

(3) รณรงค์ครอบครัวของแรงงานเด็กและผู้ประกอบการเรื่องการคุ้มครองแรงงานเด็ก

(4) จัด hotline และบริการที่เหมาะสมให้แรงงานเด็กปกติที่มีปัญหา 

     
 

 

 

 

 

 

 


อ่าน 6886 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting


 รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2554
 TRAFFICKING IN PERSONS REPORT 2010 THAILAND
 รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประเทศไทยประจำปี 2553
 Thailand’s Country Narrative in the 2009 TIP Report
 รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2552


 
   Design By NgosCyber
 
© 2008 notforsale.in.th.All rights reserved