หน้าหลัก เกี่ยวกับเรา กฎหมายและความรู้ สนับสนุนเรา แจ้งเบาะแสการค้ามนุษย์ เครือข่ายเรื่องการค้ามนุษย์ ติดต่อเรา
ข่าวประจำวัน
 สลด เด็ก7ขวบเดินเร่ขายพวงมาลัย 
   รวบพ่อค้าเนื้อสดคาโรงแรมเชียงใหม่ 
   แม่โร่ร้องลูกสาว 4 ขวบ หายตัวลึกลับ  
   3ชายโฉดรุมโทรมสาว 14 ติดเชื้อเอดส์ 
   ปวีณาพร้อม 191 จับแก๊งกะเทยค้ากามเด็ก 
   
สมัครรับจดหมายข่าว
รับข่าว ยกเลิก  
 
  
  
   
 
สามารถนำลิงค์ด้านล่างไปวาง
ที่หน้าเว็บไซต์ของท่านได้แล้ว

<a href="http://www.notforsale.in.th"
title="ต่อต้านการค้ามนุษย์">
ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์
</a>ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระจาย
ข้อมูลและความรู้</p>
 
 
 

 
 

 

 ที่นี่แม่สอด.......ต้นทางเด็กขายดอกไม้


      “มีผู้หญิงคนหนึ่งชักชวนว่าถ้ามีลูกแล้วเลี้ยงดูไม่ไหว ทำไมไม่ให้มาทำงานขายดอกไม้หล่ะ แล้วจะดูแลให้เป็นอย่างดี และจะให้รายได้ทุกเดือนด้วย พอเห็นแบบนี้แล้วเลยตัดสินใจให้ลูกชาย 2 คนไปทำงานด้วย ซึ่งแรกๆ ก็ยังได้พูดคุยกับลูกทางโทรศัพท์บ้าง แต่ครั้งสุดท้ายที่ได้คุย ลูกบอกกับตนแค่ว่าอยากกลับบ้าน นับแต่นั้นก็ไม่เคยได้พูดคุยกับลูกอีกเลย............”  แม่ของเด็กคนหนึ่งย้อนเหตุการณ์วันที่นายหน้ามาชักชวนให้ตนปล่อยลูกชายให้มาทำงานขายดอกไม้ให้กับเจ้าหน้าที่ของโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงาฟัง
     เด็กขายดอกไม้ที่เราสามารถพบเห็นได้ตามสถานบันเทิงยามค่ำคืนนั้น มักเป็นเด็กมุสลิมผิวดำ ชาวพม่า ซึ่งเด็กเหล่านี้มักมาจากพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตากเป็นส่วนใหญ่ โดยการนำเด็กมาแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบเด็กขายดอกไม้นั้น จะมีลักษณะเป็นเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์ โดยจะมีนายหน้าที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพที่คอยประสานกับนายหน้าในพื้นที่อำเภอแม่สอด เมื่อต้องการหาเด็กมาทำงานขายดอกไม้ ซึ่งนายหน้าในพื้นที่อำเภอแม่สอดนั้น ก็จะประสานไปยังนายหน้าในประเทศพม่า เพื่อให้จัดหาเด็กมาให้ โดยการนำเด็กลักลอบจากประเทศพม่าเข้าสู่ประเทศไทยนั้นจะใช้เรือเดินทางข้ามแม่น้ำเมย เมื่อเด็กสามารถลักลอบเข้าสู่ประเทศไทยได้แล้ว นายหน้าก็มักจะพักเด็กไว้ในพื้นที่อำเภอแม่สอดประมาณ 1 – 2 วัน ก่อนที่จะส่งเด็กให้กับนายหน้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครอีกครั้ง หรือมิเช่นนั้นนายหน้าในพื้นที่อำเภอแม่สอดก็จะใช้วิธีการเข้าไปตีสนิทกับครอบครัวผู้อพยพที่อยู่ในชุมชน “อิสลามบำรุง”  ซึ่งชุมชนดังกล่าวนี้มีผู้อพยพอยู่ประมาณ 200 หลังคาเรือน ซึ่งโดยมากจะประกอบอาชีพก่อสร้างหรือเก็บของเก่าขายเป็นส่วนใหญ่ ผู้อพยพที่อาศัยอยู่ในชุมชนดังกล่าวจึงมีฐานะค่อนข้างยากจน เมื่อนายหน้าเข้าไปตีสนิทครอบครัวของเด็กได้แล้วก็จะยื่นข้อเสนอและโน้มน้าวให้ครอบครัวส่งเด็กซึ่งเป็นลูก – หลาน ให้เข้ามาทำงานขายดอกไม้ เพื่อแลกกับรายได้ประมาณ 2,000 – 3,000 บาทต่อเดือน พร้อมด้วยกำหนดระยะเวลาที่จะให้เด็กไปทำงาน ซึ่งมีระยะเวลาตั้งแต่ 6 เดือนจนถึง 1 ปี ซึ่งนายหน้ามักจะบอกว่าเมื่อหมดระยะเวลาแล้วจะส่งเด็กกลับมา แต่ท้ายที่สุดนอกจากเด็กจะไม่ได้กลับคืนสู่ครอบครัวตามที่ตกลงกันไว้แล้ว แม้แต่รายได้ก็ไม่มีการส่งให้กับครอบครัวเลยแม้แต่นิดเดียว
     “หลังจากที่แม่ตัดสินใจให้ผมไปทำงานขายดอกไม้แล้ว ก็มีผู้ชายคนหนึ่งมารับ เขาพาผมขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ ก่อนจะพาไปขึ้นรถตู้ และพาผมมาจนถึงป่าแห่งหนึ่งและต้องเดินเท้าเกือบ 1 วัน เพื่อมาขึ้นรถบรรทุก ก่อนจะมาลงที่ปั้มน้ำมันแห่งหนึ่ง และสุดท้ายก็ต่อรถแท็กซี่มาจนถึงที่พัก” เด็กชายชาวพม่า อายุประมาณ 9 ปี ซึ่งครั้งหนึ่งเคยตกเป็นเหยื่อของขบวนการนำเด็กมาแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบเด็กขายดอกไม้ เล่าให้เจ้าหน้าที่โครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา เพื่อให้ทราบถึงความสลับซับซ้อนในการเดินทางจากพื้นที่อำเภอแม่สอด เพื่อเข้ามาทำงานขายดอกไม้ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งจากข้อมูลการรับแจ้งเบาะแสและจากการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลของโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา พบว่ามีหลายพื้นที่ที่สามารถพบเห็นกลุ่มเด็กขายดอกไม้ได้ อาทิเช่น สุขุมวิท , อโศก , ราชเทวี , อนุสาวรีย์ ชัยสมรภูมิ , อ่อนนุช , บางนา และตามร้านอาหารหรือแหล่งสถานบันเทิงในยามค่ำคืนต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมายทั่วกรุงเทพมหานคร
     “ผมกับเพื่อนๆ ที่ถูกพามาจะต้องตื่นมาทำงานบ้าน บางวันก็จะได้กินมาม่าวันละ 1 ซองเป็นอาหารเช้าเท่านั้น จากนั้นตอน 6 โมงเย็นก็จะได้กินข้าวอีก 1 มื้อ และต้องเตรียมตัวออกไปขายดอกไม้ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ 2 ทุ่ม จนถึง ตี 2 เพื่อขายดอกไม้จำนวน 5 – 6 มัด ซึ่งแต่ละมัดจะมีดอกไม้ประมาณ 20 ดอก” เมื่อวิเคราะห์จากคำบอกเล่าของเด็กแล้ว นั่นหมายความว่าเด็กแต่ละคนจะต้องขายดอกไม้ตกวันละประมาณ 100 กว่าดอกเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าหากเด็กไม่สามารถขายดอกไม้ได้ตรงตามยอดที่นายหน้ากำหนดไว้ ย่อมลงเอยด้วยการถูกทำร้ายร่างกาย ด้วยการใช้สายไฟตีตามลำตัว แขน – ขา หลายๆ ครั้ง และหากถามถึงเงินที่เด็กแต่ละคนจะได้รับจากนายหน้าค้ามนุษย์เพื่อใช้สำหรับซื้ออาหาร กลับน้อยนิดเพียงวันละ 5 – 10 บาท เท่านั้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับรายได้ที่เด็กแต่ละคนสามารถสร้างรายได้ให้กับนายหน้าค้ามนุษย์ซึ่งมากกว่า 1,000 บาทต่อวันเลยแม้แต่น้อย 
     “มีวันหนึ่งเพื่อนที่ขายดอกไม้ด้วยกันมาชวนผมหนี เพื่อนแอบโทรหาลุงซึ่งทำงานโรงงานแถวมหาชัย ลุงคนนั้นจ้างรถแท็กซี่ให้มารับพวกผมแถวร้านอาหารที่ต้องไปขายดอกไม้เป็นประจำทุกวัน หลังจากนั้นผมก็ไปพักกับลุงของเพื่อนที่มหาชัย ก่อนจะได้กลับบ้านที่แม่สอดอีกครั้ง..........” เด็กชายคนเดิมบอกถึงวันที่ตนเองตัดสินใจหลบหนีออกจากขบวนการนายหน้าค้ามนุษย์ที่พาตน รวมถึงเด็กคนอื่นๆ มาแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบเด็กขายดอกไม้ ซึ่งสุดท้ายเด็กได้เดินทางกลับสู่ครอบครัวอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ของโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา ถามว่าอยากเดินทางไปกรุงเทพมหานครอีกหรือไม่ เด็กมิได้ตอบคำถามดังกล่าว ได้แต่เพียงส่ายหน้าและกอดแม่ของตนไว้ ซึ่งกริยาท่าทางเช่นนี้คงตอบคำถามได้เป็นอย่างดีว่าสิ่งที่เด็กต้องการเป็นเช่นไร
      ปัญหาการนำเด็กมาแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบเด็กขายดอกไม้ คงเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่รอให้ภาครัฐหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหันมาให้ความสนใจ ซึ่งแม้การขายดอกไม้หรือสิ่งของต่างๆ จะไม่เข้าข่ายเป็นเรื่องการขอทานตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติควบคุมขอทาน พ.ศ. 2484 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ถึงระยะเวลาที่เด็กต้องทำงานจนดึกดื่นและอยู่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กแล้ว ย่อมส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของเด็ก ซึ่งมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546  และหากสังคมยังคงปล่อยปละละเลยปัญหาเด็กขายดอกไม้ไว้ ก็จะทำให้ปัญหาดังกล่าวลุกลามบานปลายจนยากจะแก้ไขได้ในอนาคต

 

โครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา

 

อ่าน 6221 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting


 รายงานสถานการณ์ปัญหาเด็กขอทานรอบปี 2559
 แถลงการณ์เนื่องในวันต่อต้านการค้ามนุษย์ประจำปี 2559 ในประเด็นปัญหาการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทาน
 รายงานสถานการณ์ปัญหาเด็กขอทานรอบปี 2558


 
   Design By NgosCyber
 
© 2008 notforsale.in.th.All rights reserved