ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์

มูลนิธิกระจกเงา

วัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน

ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์

1. เพื่อสะท้อนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาการค้ามนุษย์สู่สังคม
2. เพื่อเป็นศูนย์รับแจ้งเหตุและประสานงานช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์
3. เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการค้ามนุษย์
4. เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในระดับนโยบาย

โครงการที่อยู่ภายใต้การดำเนินงาน

ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์

- โครงการคุ้มครองสิทธิแรงงานประมงนอกน่านน้ำ
- โครงการรณรง์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน







สำหรับปัญหาการค้ามนุษย์ในรอบปี 2557 นี้ ต้องถือว่าได้รับความสนใจและมีการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ภายหลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศปรับลดระดับปัญหาการค้ามนุษย์ของประเทศไทยไปที่ระดับ 3 (Tier 3) ตามความคาดหมาย เนื่องจากประเทศไทยถูกจัดระดับอยู่ที่ 2.5 (Tier 2 watch list) มาเป็นระยะเวลา 4 ปีติดต่อกันแล้ว

ภายหลังการจัดระดับของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ ทำให้ภาครัฐเกิดความพยายามในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในรูปแบบต่างๆ โดยในส่วนของปัญหาการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานนั้น ได้มีการออกมาตรการจัดระเบียบคนขอทานจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งได้มีการดำเนินการจัดระเบียบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2 ครั้ง โดยสามารถช่วยเหลือคนขอทานทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้ทั้งสิ้น 431 ราย แต่อย่างไรก็ตามทางโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา เห็นว่ามาตรการดังกล่าวนี้ยังมิใช่แนวทางการแก้ไขปัญหาขอทานอย่างแท้จริง เพราะลักษณะการจัดระเบียบนั้นเป็นในเชิงการกวาดล้างซึ่งวิธีการนี้ได้ถูกนำมาใช้อยู่หลายครั้งและถูกถอดบทเรียนแล้วว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาขอทานได้อย่างแท้จริง เนื่องจากปัญหาขอทานในประเทศไทยนั้นส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มที่มาจากประเทศกัมพูชาและประเทศอื่นๆ เช่น พม่า, เวียดนาม, จีน เป็นต้น โดยบางส่วนมีพฤติกรรมในการจ่ายเงินให้กับกลุ่มขบวนการนายหน้าค้ามนุษย์ในราคาประมาณ 1,500 – 3,000 บาทต่อคนเพื่อลักลอบเข้าสู่ประเทศไทยผ่านทางด่านชายแดนต่างๆ โดยเฉพาะด่านชายแดนอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นด่านชายแดนที่กลุ่มขอทานมักอ้างถึงอยู่บ่อยครั้ง

นอกจากนี้กลุ่มขอทานบางส่วนมีพื้นฐานมาจากปัญหาความยากจนซึ่งไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการของภาครัฐได้อย่างทั่วถึง ในบางรายก็ได้รับสวัสดิการที่ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตหรือยกระดับฐานะครอบครัวได้จริง รวมถึงการที่ภาครัฐยังทำได้เพียงการฝึกอาชีพให้กับกลุ่มคนยากจนแต่ยังไม่มีตลาดรองรับกลุ่มผู้ที่เสร็จสิ้นจากการฝึกอาชีพแล้ว นั่นย่อมทำให้หลายคนมักเลือกกลับเข้าสู่การเป็นขอทานตามข้างถนนอีกครั้ง ซึ่งในส่วนนี้ภาครัฐจำต้องเร่งทบทวนการส่งเสริมสวัสดิการให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นเพื่อเป็นหนึ่งในการป้องกันกลุ่มขอทานในลักษณะดังกล่าวนี้ด้วย

อีกทั้งยังมีกลุ่มเด็กขอทานที่มีฐานะเป็นผู้ติดตามกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งเด็กกลุ่มนี้มักเข้าไม่ถึงสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงมาขอทานเพื่อหาเงินประทังชีพหรือเลียนแบบพฤติกรรมจากเด็กที่ทำการขอทานมาก่อน ซึ่งโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา คาดว่ากลุ่มเด็กขอทานในลักษณะดังกล่าวนี้จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากประเทศไทยมีการนำเข้ากลุ่มแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก ดังนั้นภาครัฐจึงควรดำเนินการหารือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางในการส่งเสริมเด็กข้ามชาติให้ได้เข้าสู่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยเร็วที่สุดก่อนที่ปัญหาจะลุกลามบานปลายมากยิ่งขึ้น

และในรอบปีที่ผ่านมานี้ยังมีกรณีของชาวต่างชาติคนหนึ่งซึ่งมีพฤติกรรมเร่ขอทานโดยอ้างว่าทำหนังสือเดินทางสูญหายและต้องการนำเงินที่ได้จากการขอทานไปเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศของตนเอง ซึ่งท้ายสุดกลับกลายเป็นเรื่องเท็จเนื่องจากขอทานคนดังกล่าวได้นำเงินที่ได้รับบริจาคจากหน่วยงานต่างๆ ไปใช้ดื่มสุราจนหมด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าขอทานในประเทศไทยเริ่มมีลักษณะมิจฉาชีพที่แฝงมาเพื่อหารายได้ในรูปแบบนี้อยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากคนไทยบางส่วนยังมีค่านิยมในการให้เงินกับขอทาน จึงทำให้ขอทานมีรายได้ตั้งแต่วันละ 300 – 1,000 บาทต่อคน ซึ่งภาครัฐควรมีการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักต่อสังคมเกี่ยวกับวิธีการช่วยเหลือกลุ่มขอทานอย่างถูกวิธีให้มากขึ้นต่อไปในอนาคต

จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานในประเทศไทยนั้นมีความสลับซับซ้อนและสภาพปัญหาที่หลากหลาย ดังนั้นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการต่างๆ ทั้งในระยะสั้นและยาว เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาขอทานในประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ในส่วนภาคสังคมนั้นตลอดรอบปีที่ผ่านมานี้ ถือว่าคนในสังคมมีความตระหนักต่อปัญหาการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ สะท้อนจากสถิติการรับแจ้งเบาะแสการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานของโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา ซึ่งมีสถิติการรับแจ้งเบาะแสตลอดรอบปี 2557 สูงถึง 404 รายเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของการประสานเบาะแสไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจทางเบอร์ฉุกเฉิน 191 นั้น ยังคงมีเสียงสะท้อนจากคนในสังคมมาโดยตลอดว่ามีการดำเนินการที่ค่อนข้างล่าช้าหรือบางท้องที่ก็เพิกเฉยในการลงตรวจสอบอย่างสิ้นเชิง ซึ่งย่อมแสดงให้เห็นว่ากลไกในการคุ้มครองสิทธิเด็กในประเทศไทยยังคงต้องมีการปรับปรุงและแก้ไขต่อไป เพราะตราบใดที่คนในสังคมนั้นให้ความร่วมมือในการแจ้งเบาะแสไปยังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือในการลงพื้นที่ตรวจสอบและช่วยเหลือเด็กเลยย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่ายที่จะให้ความร่วมมือในการแจ้งเบาะแสต่อไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาเด็กขอทานในระยะยาวอย่างแน่นอน

แต่อย่างไรก็ตามในช่วงปลายปี 2557 นั้นทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้มีการจัดประชุมเพื่อจัดทำร่างบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อร่วมกันในการประสานข้อมูลเบาะแสปัญหาสังคมใน 4 ด้าน คือ ปัญหาการค้ามนุษย์, การใช้ความรุนแรงต่อเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ, การตั้งครรภ์ไม่พร้อมและการใช้แรงงานเด็ก ซึ่งบันทึกข้อตกลงดังกล่าวนี้ยังคงอยู่ในเพียงขั้นตอนการหารือเบื้องต้นกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น โดยคาดว่าในปี 2558 จะได้มีการผลักดันบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ให้เกิดขึ้นและสามารถใช้ในทางปฏิบัติได้อย่างแท้จริงต่อไป

นอกจากมาตรการจัดระเบียบคนขอทานและการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแล้ว ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ยังมีแนวทางที่จะแก้ไขพระราชบัญญัติควบคุมขอทาน พ.ศ. 2484 อีกด้วย ซึ่งคาดว่าเนื้อหาที่จะมีการปรับปรุงนั้นน่าจะเป็นเรื่องการยกเว้นกลุ่มวณิพกว่ามิใช่ขอทาน เนื่องจากหลายครั้งที่มีมาตรการกวาดล้างขอทานนั้น กลุ่มวณิพกมักได้รับผลกระทบอยู่เสมออันเนื่องมาจากข้อกฎหมายเดิมที่ระบุว่าพฤติกรรมการร้องเพลงเรี่ยไรเงินนั้นถือเป็นรูปแบบการขอทานอย่างหนึ่ง ซึ่งยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าการแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้จะสามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จเมื่อใด เพราะที่ผ่านมายังคงอยู่ในขั้นตอนการหารือเกี่ยวกับการแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้เท่านั้น

อีกทั้งในปี 2557 นี้ทางรัฐบาลยังได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาคนขอทานขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาสภาพปัญหาคนขอทานเพื่อวางแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมถึงการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการตามที่คณะอนุกรรมการมอบหมายอีกด้วย ซึ่งทางโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา มีความคาดหวังว่าคณะอนุกรรมการชุดนี้ว่าจะมีส่วนในการผลักดันประเด็นการแก้ไขปัญหาการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานในเชิงนโยบายให้มากยิ่งขึ้นต่อไป

สำหรับการคาดการณ์ต่อปัญหาการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานรอบปี 2558 นั้น โครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา คาดว่าปัญหาการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานจะยังคงได้รับความสนใจจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต่างๆ ต่อไป เนื่องจากเป้าประสงค์ใหญ่ของรัฐบาล คือ การผลักดันให้ประเทศไทยได้รับการจัดระดับการค้ามนุษย์จากทางสหรัฐอเมริกาให้ขึ้นมาที่ระดับ 2 (Tier 2) นั่นเอง นอกจากนี้ในรอบปี 2557 นี้ยังคงมีประเด็นที่ค้างคาอีกมากมาย ทั้งเรื่องการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ของทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการแก้ไขพระราชบัญญัติควบคุมขอทาน พ.ศ. 2484 ซึ่งคาดว่าน่าจะมีความชัดเจนในปี 2558 นี้ทั้งหมด

ท้ายที่สุดนี้โครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา เห็นว่าช่วงปลายปี 2558 นี้ ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) แล้ว ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์กันว่าปัญหาการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานน่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการนำเข้าแรงงานข้ามชาติที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง ดังนั้นตราบใดที่ภาครัฐยังคงละเลยไม่วางมาตรการหรือระบบในการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง ตราบนั้นปัญหาการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานย่อมมีโอกาสที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นจนยากที่จะแก้ไขได้ในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน...


โครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา