ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์

มูลนิธิกระจกเงา

วัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน

ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์

1. เพื่อสะท้อนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาการค้ามนุษย์สู่สังคม
2. เพื่อเป็นศูนย์รับแจ้งเหตุและประสานงานช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์
3. เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการค้ามนุษย์
4. เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในระดับนโยบาย

โครงการที่อยู่ภายใต้การดำเนินงาน

ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์

- โครงการคุ้มครองสิทธิแรงงานประมงนอกน่านน้ำ
- โครงการรณรง์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน





ในประเด็นปัญหาการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทาน โดยโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา

ในห้วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าทางรัฐบาลจะได้มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในรูปแบบการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทาน โดยได้มอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นกระทรวงหลักในการดูแลปัญหาดังกล่าว ร่วมกับภาคีเครือข่ายของภาครัฐ อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กระทรวงสาธารณะสุข เป็นต้น ซึ่งทางกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ก็ได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขอทานและคนไร้ที่พึ่ง กรุงเทพมหานครและศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งตามจังหวัดต่างๆ ขึ้น เพื่อดำเนินบทบาทในการลงพื้นที่ช่วยเหลือเด็กขอทานและคนไร้ที่พึ่งเป็นรายกรณี อีกทั้งยังมีการออกนโยบายจัดระเบียบขอทานทั่วประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาก็สามารถช่วยเหลือกลุ่มขอทานทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้เป็นจำนวนมาก

แต่อย่างไรก็ตามโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา พบว่ายังคงมีข้อบกพร่องอีกหลายประการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐควรเร่งแก้ไขเพื่อให้ระบบกลไกการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในรูปแบบการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากการขาดประสิทธิภาพหรือช่องว่างที่เกิดขึ้นนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาเด็กขอทานที่เกี่ยวเนื่องกับการค้ามนุษย์ในระยะยาว ซึ่งจะมีผลให้ปัญหาดังกล่าวนี้ไม่สามารถแก้ไขได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

ซึ่งข้อบกพร่องที่ทางโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา เห็นว่าควรได้รับการแก้ไขมีทั้งหมด 9 ประการ ดังนี้

1. ในปัจจุบันแม้ว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะใช้มาตรการตรวจ DNA เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างเด็กและผู้ที่พาเด็กมาขอทานบ้างแล้ว แต่อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวยังคงจำกัดอยู่เพียงแค่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลบางจังหวัดเท่านั้น จึงควรมีการเพิ่มมาตรการนี้ให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย

2. ภายหลังการช่วยเหลือเด็กขอทานควรมีการนำส่งเด็กเข้าสู่กระบวนการคัดแยกเหยื่อการค้ามนุษย์ทุกราย เพื่อให้ทราบถึงวิธีการในการลักลอบเข้าเมืองผ่านเส้นทางชายแดนต่างๆ หรือการเดินทางจากด่านชายแดนมายังพื้นที่ชั้นในของประเทศไทย รวมถึงผู้ที่เรียกรับผลประโยชน์ต่างๆ ตามแนวชายแดน ฯลฯ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการขยายผลจับกุมกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ที่ลักลอบนำเด็กกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งจะช่วยลดปัญหากรณีเด็กถูกขบวนการค้ามนุษย์นำกลับเข้ามาขอทานซ้ำได้

3. เจ้าหน้าที่ตำรวจบางท้องที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจถึงขั้นตอนปฏิบัติหลังการช่วยเหลือเด็กขอทานว่าจะต้องจัดทำแบบบันทึกการช่วยเหลือและออกหนังสือเพื่อส่งต่อเด็กไปยังหน่วยงานหรือสถานคุ้มครองเด็กที่ใด ซึ่งควรมีการจัดทำชุดข้อมูลแนวทางการปฏิบัติภายหลังการช่วยเหลือเด็กที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในแนวทางการปฏิบัติให้มากยิ่งขึ้น

4. เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยงานเพิกเฉยที่จะลงไปดำเนินการสืบสวนหรือเก็บข้อมูลเด็กขอทานภายหลังจากที่ได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ โดยทันที จึงทำให้หลายกรณีเด็กขอทานไม่ได้รับความช่วยเหลือตามความคาดหวังของคนในสังคม รวมถึงการบอกปัดความรับผิดชอบในการลงช่วยเหลือเด็กขอทาน ทั้งๆ ที่ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ก็ได้ให้อำนาจหน้าที่ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ (ตามนิยามในมาตรา 4) ไว้อย่างชัดเจน

5. ปัญหาการค้ามนุษย์ในรูปแบบการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานไม่ได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่ของรัฐมากเท่าที่ควรนัก เหตุเพราะถูกจัดว่าเป็นปัญหาการค้ามนุษย์ที่มีสภาพความรุนแรงน้อยกว่าการค้ามนุษย์ในภาคแรงงานประมงหรือการค้าประเวณี อีกทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่บางส่วนยังมีทัศนคติที่ว่าการช่วยเหลือเด็กขอทานเป็นคดีที่ไม่น่าสนใจ โดยมิได้มองให้ลึกซึ้งถึงอนาคตภายหน้าว่าการที่เด็กขอทานต้องขาดโอกาสทางการศึกษา นั่นย่อมหมายถึงเมื่อเด็กเติบโตขึ้นก็มีความเสี่ยงที่จะก้าวเข้าสู่ปัญหาการค้ามนุษย์ในรูปแบบอื่นๆ ได้เช่นกัน

6. ในปัจจุบันยังไม่มีสถานคุ้มครองเด็กที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์เป็นการเฉพาะ จึงทำให้เด็กที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์จำต้องอยู่ในสถานแรกรับเด็กที่บางแห่งมีสภาพแออัดและไม่เหมาะสมสำหรับการฟื้นฟูสภาพจิตใจเด็กที่บอบช้ำจากการตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์

7. ณ ขณะนี้ยังไม่มีการตีความให้ชัดเจนว่ากรณีที่บุพการีของเด็กเองมีพฤติกรรมในการบังคับบุตรให้มาทำการขอทาน ซึ่งมีการกระทำความผิดครบองค์ประกอบตามมาตรา 6 ในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 นั้น ควรถือว่ามีความผิดฐานค้ามนุษย์หรือไม่ (ต่างจากกรณีบุพการีบังคับบุตรให้ทำการค้าบริการทางเพศที่ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าเข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์) ปัจจุบันจึงมีลักษณะการใช้ดุลยพินิจของแต่ละบุคคลเป็นบรรทัดฐาน หาใช่การตีความตามกฎหมายเพื่อนำไปใช้ในทางปฏิบัติร่วมกันไม่

8. ปัญหาเรื่องการนำเด็กมาขายสินค้าต้นทุนต่ำ เช่น ดอกกุหลาบ, ลูกอม, ปากกา, ลูกโป่ง ฯลฯ เป็นหนึ่งในปัญหาที่มีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากไม่มีมาตรการในการควบคุมที่ชัดเจน จึงทำให้มีการแฝงในการนำเด็กทั้งจากประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านมาแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบดังกล่าวมากยิ่งขึ้น จึงควรมีการพิจารณาในการหาแนวทางหรือมาตรการในการป้องกันเพื่อมิให้ปัญหาดังกล่าวลุกลามบานปลายจนยากจะแก้ไขได้ในอนาคตต่อไป

9. การรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักต่อปัญหาการค้ามนุษย์ในรูปแบบการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานยังไม่มีความชัดเจนจากหน่วยงานภาครัฐมากเท่าใดนัก ซึ่งแท้จริงแล้วการสร้างความตระหนักต่อสังคมและเชิญชวนให้เข้ามามีส่วนร่วมโดยการหยุดการให้เงินและช่วยแจ้งเบาะแสยามที่พบเห็นเด็กขอทานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเท่ากับเป็นการทำลายธุรกิจเด็กขอทานลงอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ควรเพิ่มกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาหรือกระทรวงการต่างประเทศให้เข้ามามีบทบาทในการรณรงค์ไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้เลิกพฤติกรรมการให้เงินกับเด็กขอทานในประเทศไทย เพื่อลดรายได้ของเด็กขอทานให้เหลือน้อยที่สุดให้ได้

ทั้งหมดนี้เป็นข้อแนะนำจากโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา ซึ่งพบปัญหาจากการดำเนินบทบาทในการช่วยเหลือเด็กขอทานที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์มาอย่างยาวนาน โดยหากภาครัฐมีการเปลี่ยนแปลงกลไกการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ย่อมก่อให้เกิดความหวังต่อคนในสังคมไทยโดยรวม อีกทั้งจะเป็นการช่วยให้ชะตากรรมของเด็กน้อยอีกหลายชีวิตไม่ต้องมาจบลงเพียงแค่ข้างถนนด้วย...


โครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา